ประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

rbru youtube

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เป็นสถาบันอุดมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 6 กิโลเมตร บริเวณสามแยกเขาไร่ยา ด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัยติดกับถนนรักศักดิ์ชมูล อีกด้านหนึ่งติดกับถนนสุขุมวิท มีเนื้อที่ 720 ไร่ 3 งาน

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ประกาศจัดตั้งครั้งแรกในฐานะ “ วิทยาลัยครูจันทบุรี ” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 บริเวณที่เป็นสวนบ้านแก้ว พระราชฐานส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินินาถในรัชกาลที่ 7 โดยพระองค์พระราชทานไห้กระทรวงศึกษาธิการ ตามที่กระทรวงได้ขอพระราชทานซื้อในราคา 18 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งเป็นวิทยาลัยครูจันทบุรี

วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2516 วิทยาลัยครูจันทบุรีได้รับพระราชทานตราศักดิเดชน์ ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นตราของวิทยาลัยและใช้ สีชมพู-เขียว เป็นสีของวิทยาลัย สีชมพู แสดงถึงความเมตตากรุณา สุภาพ อ่อนโยนและเป็นสีประจำวันอังคาร ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีและสีเขียว แสดงถึงความเจริญงอกงามซึ่งเป็นสีประจำวันพุธ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

รำไพพรรณี
ตรา “ศักดิเดชน์”

วิทยาลัยครูจันทบุรี เปิดสอนครั้งแรกในประกาศนียบัตรชั้นสูงใน พ.ศ. 2515 โดยใช้อาคารเรียนชั่วคราวบริเวณโรงเลี้ยงไก่ส่วนพระองค์เป็นห้องเรียน นักศึกษารุ่นแรกจึงเรียกกันติดปากว่า “รุ่นเล้าไก่”

ปี พ.ศ. 2518 ได้เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2528 จึงเปิดสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และสาขาศิลปะศาสตร์เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครูฉบับแก้ไข พ.ศ. 2527

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2528 วิทยาลัยครูจันทบุรีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เป็นนามของวิทยาลัยว่า “วิทยาลัยรำไพพรรณี”

วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2533 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ได้พระราชทานคติธรรมประจำให้แก่วิทยาลัยรำไพพรรณี เป็นภาษาบาลีว่า “ปณฺฑิโต นิปุณํ สํวิเธติ” แปลว่า “บัณฑิตย่อมฉลาดจัดการ”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อใหม่ไห้แก่วิทยาลัยครูทั่วประเทศตามที่กรมการฝึกหัดครูได้ขอพระราชทานคือ สถาบันราชภัฏ ต่อมากรมการฝึกหัดครูได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฏรแล้วและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538 จึงมีผลทำให้วิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีฐานะเป็น สถาบันราชภัฏรำไพพรรณี

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 สถาบันได้เปิดสอนนักศึกษาภาคพิเศษตามโครงการการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลากรประจำการ (กศ.บป.) ที่ศูนย์สถาบันราชภัฏรำไพพรรณี และต่อมาปี พ.ศ. 2537 จึงขยายศูนย์ให้การศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) นอกสถาบันที่ศูนย์จังหวัดระยอง โดยความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคระยองและโรงเรียนระยองวิทยาคม และต่อมาปี พ.ศ. 2540 มีผู้สมัครเข้าเรียนที่ศูนย์ระยองเพิ่มขึ้นจึงย้ายศูนย์ให้การศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคระยองมาเปิดศูนย์แห่งใหม่ที่โรงเรียนเทคโนโลยี ทีพีไอ จังหวัดระยอง

ปี พ.ศ. 2542 สถาบันราชภัฏรำไพพรรณีเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาครั้งแรกในภาคพิเศษ สาขาการบริหารการศึกษาใน พ.ศ. 2543 เปิดสอนสาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา และ พ.ศ. 2544 เปิดสอนสาขาหลักสูตรการสอน

ปี พ.ศ. 2544 สถาบันได้ปรับเปลี่ยนโครงการจัดการศึกษาภาคพิเศษทั้งหมดเป็น โครงการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (กศ.ปช.) ตามประกาศของคณะกรรมการสภาสถาบันราชภัฏ ดังนั้นภายใต้โครงการ กศ.ปช. จึงประกอบด้วยสามโครงการย่อยคือ โครงการ กศ.บป. โครงการ กศ.อช. และโครงการบัณฑิตศึกษา

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2547 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทำให้สถาบันราชภัฏรำไพพรรณีเปลี่ยนสถานะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

รำไพพรรณี
พระราชลัญจกร

ทำหน้าที่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดินฟื้นฟูพลังการเรียนรู้ เชิดชูพลังของแผ่นดิน ประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้

1. คณะครุศาสตร์
2. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
4. คณะเทคโนโลยีการเกษตร
5. คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบัณฑิต
6. คณะวิทยาการจัดการ
7. สำนักงานอธิการบดี

นับตั้งแต่ได้เปลี่ยนสภาพเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ระดับคณะ ดังนี้

1. คณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2550
2. บัณฑิตวิทยาลัย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552
3. คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552
4. คณะนิเทศศาสตร์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552
5. สำนักบริการวิชาการ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552
6. คณะอัญมณีศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2553
7. คณะพยาบาลศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553

มหาวิทยาลัยราชภัฏได้ดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรใหม่และหลักสูตรปรับปรุง ระดับปริญญาตรี จำนวน 46 สาขาวิชา ดังนี้

1. หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 5 ปี) จำนวน 8 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา สาขาวิชาพลศึกษา สาขาวิชาภาษาอังกฤษ สาขาวิชาภาษาไทย สาขาวิชาสังคมศึกษา

2. หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 5 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาการจัดการ สาขาวิชาการเงินธนาคาร สาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

3. หลักสูตรนิเทศศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 2 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาสื่อสารมวลชน สาชาวิชาสื่อสารบูรณาการ

4. หลักสูตรศิลปะศาสตร์ (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 7 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ สาขาวิชาภาษาไทย สาขาวิชาภาษาจีน สาขาวิชาดนตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ สาขาวิชาการท่องเที่ยว

5. หลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 2 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ สาขาวิชาศิลปกรรม

6. หลักสูตรรัฐประศาสนศาตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 1 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชารับประศาสนศาสตร์

7. หลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน สาขาวิชา ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์

8. หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 1 สาขาวิชา ได้แก่ สาขานิติศาสตร์

9. หลักสูตรบัญชีบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 4 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาบัญชีบัณฑิต

10. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 4 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์ สาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร

11. หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 14 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาเคมี สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สาขาวิชาสถิติประยุกต์ สาขาวิชาชีววิทยา สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาการคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาภูมิสารสนเทศ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการทำอาหาร สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สาขาวิชาอัญมณีศาสตร์

คติธรรมประจำมหาวิทยาลัย

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ประทานคติธรรมประจำวิทยาลัยรำไพพรรณี สหวิทยาลัยศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2533 เป็นภาษาบาลีว่า ปณฺฑิโต นิปุณํ สํวิเธติ ” แปลว่า “ บัณฑิต ย่อมฉลาดจัดการ ”

สีประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

สีเขียว หมายถึง ความเจริญงอกงามและเป็นสีประจำวันพุธ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

สีชมพู หมายถึง ความเมตตากรุณา สุภาพอ่อนโยน นับเป็นคุณธรรมสำคัญของผู้เป็นครูและเป็นสีประจำวันอังคาร ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

rambhai
รหัสสีชมพูได้แก่ A1 C0 M100 Y30 K0
rambhai
รหัสสีเขียวได้แก่ B2 C90 M20 Y100 K0

พระราชลัญจกร

ประเภทของพระราชลัญจกร พระราชลัญจกร คือ ตราประจำชาติ ซึ่งใช้ประทับในต้นเอกสารสำคัญของพระมหากษัตริย์ และราชการแผ่นดิน จัดเป็นหมวดหมู่ได้ 3 ประเภท ดังนี้

rambhai
พระราชลัญจกรประจำ พระองค์
พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน
พระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน

พระราชลัญจกรประจำพระองค์

หมายถึงพระตราที่ใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ในต้นเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ซึ่งไม่เกี่ยวด้วยราชการแผ่นดิน เช่นในประกาศนียบัตรกำกับเหรียญรัตนาภรณ์ เป็นต้น พระราชลัญจกรประจำพระองค์แต่ละรัชกาลมีรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ กันไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1-4 เท่าที่มี หลักฐานปรากฎพบว่าในเงินพดด้วงมีรูปจักรดวงหนึ่ง และพระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 1 เป็นรูปปทุมอุณาโลม รัชกาลที่ 2 เป็นรูปครุฑยุดนาค รัชกาลที่ 3 เป็นรูปปราสาท รัชกาลที่ 4 เป็นรูปพระมหามงกุฎ โดยที่รูปจักรจะไม่เปลี่ยนไปตามรัชกาลเนื่องจากเป็นพระราชสัญลักษณ์ สำหรับพระบรมราชวงศ์ซึ่งปกครองรัฐสีมามณฑลอยู่ นอกจากนั้นพบหลักฐานที่ปรากฎรูปพระราชสัญลักษณ์ ที่ใบปกคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับหลวง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในแต่ละรัชสมัยดังที่กล่าวมาแล้ว ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงกระษาปณ์สิทธิการขึ้น เพื่อผลิตเงินเหรียญบาทแทนเงินพดด้วง ตราที่ใช้ในเงินเหรียญนั้น ด้านหนึ่งของเหรียญยังคงเป็นรูปจักร โดยเติมรูปช้างเผือกกลางรูปจักร อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระมหามงกุฎมีเครื่องสูงตั้งขนาบทั้งสองข้าง ต่อมาได้ทรงพระกรุณาให้สร้างพระราชลัญจกรประจำพระองค์ เพื่อประทับในต้นเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ ที่ไม่เกี่ยวด้วยราชการแผ่นดิน และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตลอดมา เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชลัญจกรประจำพระองค์

พระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9

พระราชลัญจกรประจำพระองค์ รัชกาลที่9 เป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีอักขระเป็นอุหรือเลข 9 รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ฉัตรตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศ แปลความหมายว่า ทรงมีพระบรมเดชานุภาพในแผ่นดิน โดยที่วันบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีได้เสด็จประทับเหนือพระที่นั่ง อัฐทิศ สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษกจากทิศทั้งแปด นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทรงรับน้ำอภิเษกจากสมาชิกรัฐสภาแทนที่จะทรงรับจากราชบัณฑิตดังในรัชกาลก่อน
ที่มา : จากหนังสือพระราชลัญจกร

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

สัญลักษณ์ ประจำมหาวิทยาลัย เป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์ รัชกาลที่ 9 เป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักรกลางวงจักรมีอักขระเป็น อุ หรือเลข ๙ รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออก ในรอบเหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตรเจ็ดชั้นตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศ และรอบนอกด้านบนมีตัวอักษรภาษาไทยว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี” ด้านล่างมีอักษรภาษาอังกฤษว่า “RAMBHAI BARNI RAJABHAT UNIVERSITY” สีของสัญลักษณ์ประกอบด้วย 5 สี ดังนี้

rambhai
น้ำเงิน แทนค่า สถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิดและพระราชทานนาม “ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ”
สีเขียว แทนค่า แหล่งที่ตั้งของมหาวิทยาลัยในแหล่งธรรมชาติมีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม
สีทอง แทนค่า ความเจริญรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา
สีส้ม แทนค่า ความรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นก้าวไกล
สีขาว แทนค่า ความคิดอันบริสุทธิ์ของนักปราชญ์แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ที่มาของรูปแบบตัวอักษรราชภัฏสัญลักษณ์์

แสดงถึงพระ ราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างชัดเจน ในประเด็นการปรับแผนการศึกษา ของชาติที่เด่นชัด โดยพัฒนาจากระบบ บ้าน วัด วัง และโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ขึ้นเป็นครั้งแรก ทรงใช้กระบวนการทางปัญญาแก้ปัญหาระบบการพัฒนาประเทศ ตัวอักษรจึงเป็นประเด็นสำคัญในการจัดวางรูปแบบ ดังนั้น ตัวอักษรไทยในราชภัฏสัญลักษณ์ จึงมีโครงสร้างในลักษณะใกล้เคียงระบบสากล คือใช้อักษรโรมันแบบ Gothic หรือตัวอักษรอังกฤษแบบ Old English และอักษรขอม เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบตัวอักษร ให้สามารถแทนค่าความรู้สึกในการสื่อสารร่วมสมัย และแสดงความสูงส่งแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์

สถานที่ตั้ง

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรรณี ตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ติดกับถนนจันทบุรี-สามแยกเขาไร่ยา (ถนนรักศักดิ์ชมูล) ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร อีกด้านหนึ่งติดถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 326 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีเนื้อที่รวม 720 ไร่ 3 งาน ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และมีเนื้อที่สถานีทดลองการเกษตรแก่งหางแมว กิ่งอำเภอแก่งหางแมว อีกประมาณ 370 ไร่

ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย

rambhai
ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือ ดอก ชัยพฤกษ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia javanica L.
ชื่อสามัญ : Javanese Cassia , Rainbow Shower
rambhai Barni Rajabhat University
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (Rambhai Barni Rajabhat University)
41 ม. 5 ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี 22000 โทรศัพท์ : 039-319111 ต่อ 1005 แฟกซ์ : 039-471069
จำนวนผู้เข้าชม 271,585 คน
เว็บไซต์นี้รองรับการแสดงผลกับ Chrome, Firefox, Safari และ IE ตั้งแต่เวอร์ชัน 10 ขึ้นไป
ipv6 rambhai
QR-Code rbru